10 วิธีเรียนดี มีความสุข

ไงครับเจอกันอีกแล้ว  วันนี้ ผมมี 10 สูตรเรียนดีมีความสุขมาฝาก คนที่กำลังประสบปัญหาเรียนยังไงก็ไม่เก่ง ตั้งใจเรียนแล้วยังไงก็ไม่เข้าใจและไม่จำ! จากที่ผมได้ไปอ่านบทความหลายเว็บหลายบทความมา ก็พบว่ามีหลายวิีธีหลายสูตรเยอะมากมาย ผมก็เลยหาและร่วมรวมสูตรที่คิดว่าน่าจะใช้ได้ดีในชีวิตประจำวันจริงๆ ของเพื่อนๆกันได้ทุกคนครับ มาดูกันว่า 10 สูตรที่ว่านี้มีอะไรกันบ้าง ^_^


1.สมุด Note และเครื่องบันทึกเสียง
ใช้สมุด Note ที่ไม่มีเส้น การใช้สมุด Note ที่มีลายเส้นนั้น เหมือนเรากับติดอยู่แต่ในกรอบเส้นนั้นๆ แต่ถ้าใช้สมุด Note ที่ไม่มีเส้นนั้นจะทำให้เราไม่มีกรอบในการเขียน เราอยากเขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน ส่วนเจ้าเครื่องบัทึกเสียงมีไว้เพื่อใช้ในการบันทักเสียงเวลาที่คุณครูสอนแต่ไม่สามารถฟังและเก็บเกี่ยวเนื้อหาได้ครบทุกอย่างหากเราอัดไว้ก็จะสามารถย้อนกลับไปฟังได้หลาย ๆ ครั้ง ก่อนสอบ
ที่มา :gotoknow.org

2.พักผ่อนให้เพียงพอให้มากๆ
การพักผ่อนแบ่งออกได้เป็นสามอย่างหลักที่คุณควรจะทำในวัยเรียน
2.1ทำกิจกรรมโรงเรียนมหาวิทยาลัย -- ทำมากๆ สนับสนุน คุณจะได้ประสบการณ์โคตรๆแบบที่หาไม่ได้ในตำราเลยแต่ต้องระวังแบ่งเวลาให้เป็นด้วยนะ
2.2ออกกำลังกาย -- สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาทีนี่กำลังดีเลย ถ้าจะให้ดีคุณควรเล่นกีฬาทีม เพราะจะได้มนุษยสัมพันธ์ด้วย
2.3นอนหลับ -- สำคัญที่สุด อย่าให้น้อยกว่า 2 ชม อย่าให้มากกว่า 6 ชมนะ ถ้ามากกว่าหรือน้อยกว่า มันจะส่งผลให้ทั้งวันคุณง่วง อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง
2.4ทำอะไรตามใจตัวเอง เช่น เล่นเน็ท ดูทีวี อ่านนิยาย -- ทำอะไรเหมือนที่มนุษย์เค้าทำเหอะนะ อย่าไปทรมานตัวเองเลยว่าฉันจะต้องฟิต ไม่เล่นเน็ท ไม่ดีหรอกคุณ ทรมานตัวเองเปล่าๆ ขอบอก เล่นได้ทุกวัน แต่ทุกวันของคุณควรมีลิมิตว่าวันละเท่าไหร่ กี่นาที แล้วควบคุมตัวเองให้ได้
สิ่งสำคัญคือการควบคุมตัวเองได้นะ จำไว้

3.อย่ามีงานค้าง ตามงานให้ทัน
สำหรับ ผมแล้ว "งาน" สำคัญกว่าสอบ สมัยนี้เนี่ย คะแนนเก็บเยอะกว่าคะแนนสอบทั้งนั้นแหละ ขอให้คุณทำคะแนนเก็บให้ดีๆ บางครั้ง คะแนนสอบ คุณก็จะแทบไม่ต้องอ่านเลย

4.ไม่ต้องท็อป แต่ต้องเกาะกลุ่มคะแนนดีกับทุกวิชา
อย่าไปให้ความสำคัญกับการท้งการท็อป ไม่ใช่ว่าท็อปแล้วจะเป็นคนเก่ง แต่คนเอาตัวรอดได้ตะหากเก่งหลายคนที่ท็อปเลข แต่ดันไปเกรด 1 วิชาศิลปะ อันนี้ก็ไม่เข้าท่านะ .. ถ้าคุณต้องการ 4.00สิ่งที่คุณควรจะทำคือ ทำเลข กับทำศิลปะให้ได้เกรดพอจะ 4.00 ทั้งคู่ แต่ไม่ควรจะทุ่มกับอะไรเว่อร์เกินไป

5.เผื่อแผ่ความรู้ให้คนอื่น
การเผื่อแผ่ความรู้ให้คนอื่น จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งตัวคุณเอง และคนรอบข้างกับตัวคุณเอง คือคุณจะได้เช็คตัวเองว่ารู้จริงหรือไม่ และคุณจะได้บุญ เพื่อนๆจะรักคุณ ไม่เห็นว่าคุณเป็นคนเก่งที่เห็นแก่ตัวกับคนรอบข้าง แน่ล่ะ เค้าจะได้ความรู้
จำไว้ว่าอย่าเป็นคนเก่งที่เห็นแก่ตัว พวกนี้ไม่น่าเกิดมาบนโลกยิ่งกว่าคนโง่ๆอีก

6.อย่าหักโหม
ไม่ใช่ว่าการอ่านยัด จะประสบความสำเร็จทุกครั้งไปการอ่านยัด มักประสบความสำเร็จกับวิชาสั้นๆที่จำแป๊บเดียวก็ลืมได้
เช่น วิชาสังคมศึกษา และภาษาไทย จะเป็นอะไรที่ยาวมากๆๆๆ อย่าหวังเลยว่าจะอ่านยัดแล้วจำได้ในคืนเดียว สองวิชานี้คุณต้องอาศัยการจำให้ได้"คร่าวๆ" ในห้องเรียน (คือไม่ต้องไปจำแม่น บ้าเรียนขนาดนั้น) พอใกล้สอบจริงๆ เอาไอ้คร่าวๆของคุณนี่แหละ มานั่งอ่านแต่เนิ่นๆ ค่อยๆอ่านนะ อย่าหักโหม

7.รู้ตัวอยู่เสมอว่าเรียนเรื่องอะไรอยู่
ไม่ ใช่ว่าจะอยากให้กระตือรือล้นจนเว่อ เรื่องเล่นไปเรียนไปเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ขอให้คุณรู้เถอะ ว่าคุณกำลังเรียนเรื่องอะไร หัวข้ออะไรอยู่ อย่างเรียนเรื่องประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ คุณไม่ต้องจำได้เดี๋ยวนั้นว่า รัชกาลไหนสร้างอะไร แต่จำไว้ก็พอว่า คุณกำลังเรียนหัวข้ออะไร การปกครอง วัฒนธรรม หรือ สังคม

8.มีเป้าหมาย
คุณไม่มีความสุข และจะไม่กระตือรือล้นเลย ถ้าคุณไม่มีเป้าหมาย เป้าหมายของเด็กมัธยมทั่วไป แน่นอน คือเอนท์ติด พอมามหาวิทยาลัย เป้าหมายก็คือ เรียนให้ได้เกรดดีๆ จบออกไปหางานทำได้ อย่าลืมตั้งเป้าหมายของคุณนะ เพราะมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้
ที่มา :info.muslimthaipost.com

9.สรุปใจความสำคัญ
อ่านจบวันนึง ๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ.
สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร

10. พึ่งตัวเอง เรียนเพื่อตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีครับ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่ากำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ. เด็กสมัยใหม่นี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิกนั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ แข่งขันในการศึกษาของไทยเราครับ. เด็กต้องสอบ Entrance เข้าต่อทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเราเราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัฒนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ
เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไรต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ
ที่มา :kbusociety.eduzones.com

ลองเอาไปใช้ดูนะครับได้ผลยังก็มาแสดงความคิดเห็นกันได้